Grand Home Mart รัตนาธิเบศร์ / Impact เมืองทอง / Big-C ลาดพร้าว
คงไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นบ่อยในชีวิตประจำวัน กับการที่ดูหนังเพียง 2 คนในโรงภาพยนต์สาธารณะ…
วันนี้เดินทางไปรับ Brief งาน Re-Branding ให้กับสินค้ากระเบื้องเซรามิคของไทยเจ้านึงที่ Grand Home Mart รัตนาธิเบศร์ หลังจากนั้นก็เดินทางไปยังเมืองทองธานี เพื่อชมสินค้าดีไซน์ของไทยในงาน BIG+BIH 2009 ซึ่งเป็นวัน Trade Day ซ่ะด้วย โดยปีก่อนๆ จะได้เข้าชมในวันที่เป็น Public Day ที่การวางแสดงสินค้าจะแตกต่างกัน คือ Trade Day จะให้เข้าชมได้เฉพาะ Buyer ทั่งไทยและต่างประเทศ ส่วนวัน Public Day ก็คืองานลดล้างสต๊อคสินค้านั้นเอง โดยที่สินค้าบางชิ้นในวัน Trade Day จะไม่มีการวางขายร่วมด้วย ประเด็นที่ตัง้ใจไปในวันนี้คือไปดูผู้ประกอบการเจ้าอื่นๆ เพื่อศึกษาการเป็นผู้ประกอบการเจ้าต่อไป
กลับมาที่เรื่องดูหนัง 2 คน… หลังจากที่ออกจาก Impact แฟนผมที่เดินทางไปร่วมงานด้วยกันตลอดทั้งวัน ก็เอยชวนให้ไปดูหนังเพื่อ Reset ความคิดฟุ้งๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวันกัน ผมตกปากรับคำและกลับมาดูหนังที่ Big-C ลาดพร้าว เนื่องเพราะใกล้ที่พักดูจบกลับหลับสบาย เรื่องที่เราอยากดูคือ Proposal แต่ว่าไม่มีเพราะออกไปแล้วเรื่องที่เหลือที่อยากดูเหมือนกันคือเรื่อง G-Force เราก็เลยไปต่อคิวรอซื้อตั๋วกัน พอถึงคิวบอกผู้จำหน่ายตั๋วขอ G-Force 2 ที่ ซักพักผู้จำหน่ายตั๋วก็บอกกลับขอโทษแล้วแจ้งว่า เรื่องนี้ทางโรงหนังของดฉายเนื่องจากไม่มีผู้ชมเลย เรา… อืม… เข้าใจ “งั้นขอออกไปดูหนังเรื่องอื่นๆ รอบใกล้เคียงก่อนนะ” เรื่องที่มีฉายอยู่ในช่วงเวลาใกล้กันและก็อยากดู คือเรื่อง “5 แพร่ง” ซึ่งทีแรกคิดว่าจะไม่ดูแล้วเพราะว่าวันนี้แยกกันนอนบ้านใครบ้านมันกับแฟน กลัวว่าจะกลัวผีกัน แต่แฟนว่าไม่เป็นไรก็เลยซื้อตั๋วเข้าชม หลังจากได้รับตั๋วมาแล้วขั้นตอนก็เป็นไปตามระบบที่เคยชิน แต่ที่แปลกใจคือพอถึงหน้าโรงหนังกลับมีแค่ผมกับแฟน และพนักงานเดินตั๋ว ก็เลยลองถามว่าไปว่าจะฉายเลยเหรอครับ ไม่รอเวลาก่อนเหรอ (ไปก่อน 10 นาทีก่อนเวลาที่กำหนด) เค้าก็ว่าก็มีแค่คุณ 2 คนนี้แหล่ะที่ซื้อตั๋วเข้าชม เราก็เลยย้อนเรื่อง G-Force ให้ฟัง ว่าเราก็อยากดูและมี 2 คนแต่ทำไมไม่ฉาย น้องพนักงานก็เลยสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องคิวให้ จนได้ความว่าจะเปิดฉายเรื่อง G-Force ให้ชมกันแค่ 2 คน แล้วหลังจากนั้นเราก็เลยได้สัมผัสประสบการณ์ Home Theatre เสมือน กันเป็นเวลาเกือบ 90 นาที
เรายืนถวายตอนเพลงสรรเสริญ และปิดเสียงโทรศัพท์กันด้วยนะ (สำนึกสาธารณะต้องรักษาไว้)
สรุปแล้ว ผมดีใจที่ไม่ต้องดู 5 แพร่ง กันแค่ 2 คน เพราะกลัวผีกันทั้งคู่ แต่ก็อยากดูนะ เพราะได้ดู 4 แพร่งกับน้องๆ ที่ Central World กันไว้ ซึ่งคงต้องดูหนังแผ่นแล้วละ
: )
* ปี 2010 งาน BIG+BIH จะย้ายไปจัดที่ BITEC บางนา นะครับ
2009 LAST QUARTER
เราไขลานชีวิตกันไว้นานเท่าไร
090617 / 02:41 am เราไขลานชีวิตกันไว้นานเท่าไร?
ตั้งแต่เริ่มจำความได้ผมก็ใฝ่ฝันถึงความเป็นผู้ใหญ่ อยากทำอยากเป็นอย่างที่เห็นผ่านตา รับรู้ผ่านความอยากรู้ในตอนนั้น พ่อเคยทำอะไร แม่เคยทำอะไร คนข้างบ้าน คนหน้าบ้าน คนที่ถนน คนที่ห้างฯ คนที่เห็น คนที่เป็นอยู่ในสายตาเรา… ตอนนั้น ผมไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร ก็แค่อยากจะทำตาม ก็เท่านั้นเอง ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร รู้แค่ว่าอายุ 29 ปี เพศชาย รู้สึกขัดแย้งกับทุกอย่างที่สัมผัส ไม่ได้ระแวง เป็นเพียงแค่การระวัง ทั้งๆ ที่บอกกับตัวเองว่าเป็นคนเคยเห็นผี เห็นในสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อ เห็นในเรื่องที่คนอื่นบอกว่าเราบ้า… แต่แล้วไงละ ! ผมหยุดที่จะบอกกับใครต่อใครไปนานแล้ว ว่าผีที่ผมเห็นมันเป็นยังไง เพราะว่าบอกไปก็แค่นั้น ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครวาดภาพตามทันว่ามันเป็นอย่างไร… ก็คงต้องให้เห็นผีกันเองเข้าสักวัน วันนี้… ที่ยังอยู่ทนมาได้ เพราะว่าในมือถือมีด ที่แม้ว่าจะไม่คม แต่ก็รู้ว่าควรจะฟันมันลงตรงที่ไหน เพื่อให้ได้เนื้อทุเรียนที่ไม่ช้ำ และกินมันเพื่อประทังชีวิตให้มีเลขมากขึ้นต่อไปอีกสักวัน ความกำกวมในชีวิตที่เกิดมาในประเทศประชาธิปไตยสีไตรรงค์นี้… มีดีอยู่อย่างคือมันมีที่ที่สีเขียว รอให้เราเข้าไปสูดเข้าระบบหายใจ จะมีติดขัดบ้างก็ตรงที่ถูกผลักออกมาจากพลังเหลืองพลังแดงพลังฟ้าพลังม่วงพลังสองร้อยห้าสิบหกแม่สีเม็ดแสดแผดเผาให้เรากลับมาสูดสีเทาก้มหน้าตื่นเช้าเดินทางตอกบัตรเก้าโมงนั่งเก้าอี้สิบสองนาฬิกาอีกห้านาทีกินข้าวราดแกงเสร็จแล้วกลับไปนั่งดมกาแฟต่อด้วยนั่งรอเวลาหกโมงเย็นอีกหกสิบนาทีมาเยือนจึงค่อยเคลื่อนตัวกลับพำนักหลับไป ความรักเป็นพหูพจน์ พอตกอยู่ช่วงเอกพจน์ก็ต้องจำใจ สาสน์จากขวดไม่ได้บอกนิยามอะไรมากมายนอกจากม้วนตัวเข้าสู่ร่างกายแล้วร่อนขวดกลับไป คืนสู่ท้องทะเล…
ประโยคเหล่านี้คงไม่มีทางจบ หากลานที่ไขยังไม่หยุด ไม่ต้องสู้ต่อไป แค่เพียงมีลมหายใจ สูดเข้าแล้วก็พ่นออก เฮ้ออออ!!!
goat bless
¶ – - – - – - – - – -
Original post at http://anone.wordpress.com
DELETE NOTE
090610
DELETE NOTE
พ่อครับ แม่ครับ ผมเหนื่อย น้องสาวครับพี่ขอโทษ เพื่อนๆ ครับ ขอบคุณที่ยินดีคบเราครับ ที่รักครับ ขอบคุณที่ได้เคยรักกันครับ ผมสั่งสมข้อมูลมากมาย ตลอดเวลา 29 ปีที่ผ่านมา รกรุงรัง รังควานจนเกิดความรู้สึกทนไม่ไหว ผมไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่ดีแล้วว่าเหตุใดควรเหตุใดมิควร ผมขอเลือกทางที่ควรด้วยเหตุผลอัตตา ขออภัยและอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า เพื่อการปลดปล่อยข้าพสู่พื้นที่ต่อไป หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ทำการลบข้อมูลอันเป็นสถานะที่จับต้องมิได้ นั้นหมายความว่าสะสารใดใดที่เคยเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า ก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องอีกต่อไป
ด้วยใจที่ห่วงหา ณ ขณะที่บันทึกข้อความอยู่นี้ ข้าพเจ้ามิต้องการให้สะสารที่เคยเกี่ยวข้องกลายเป็นสิ่งไร้ค่า ข้าพเจ้าขอมอบเครื่องห้อหุ้มร่างกายที่เคยให้ความอบอุ่นและบางครั้งก็ยังช่วยทำให้ข้าพเจ้ากลายเป็นสิ่งมีชีวิตในสังคมเมืองแก่ผู้ที่ขาดแคลนผ่านทางหน่วยงานที่ไม่แสวงผลกำไรหรือมอบโดยตรงแก่ผู้ที่มีความต้องการอย่างจริงใจมิได้ต้องการเพื่อต่อกำไร วัสดุบันทึกเสียงที่ข้าพนิยมฟังชอบขอมอบให้แด่น้องเนยน้องชายทางจิตวิญญาณ เมื่อเค้าได้รับเค้าจะเข้าใจ ข้าพเจ้าขอมอบหนังสือ สิ่งพิมพ์ และรวมถึงอุปกรณ์ สื่อบันทึกต่างๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการออกแบบทั้งหลายทั้งปวงแด่ภาสกร พี่น้องทางจิตวิญญาณ ข้าพเจ้าหวังให้เกิดประโยชน์ต่อเค้า ข้าพเจ้าขอมอบความทรงจำแด่ผู้ที่เคยสัมผัสข้าพเจ้าด้วยสัมผัสที่สามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์และไศยศาสตร์ได้ แม้ว่าจะไม่ต้องการก็ตาม ข้าพเจ้าขอมอบหนี้สินคืนแก่ผู้ที่มอบหนี้สินให้แก่ข้าพเจ้าด้วยใจที่ขออโหสิกรรม ข้าพเจ้าขอมอบบันทึกนี้ให้แก่ข้าพเจ้าเอง และจะมอบให้อีกครั้งเมื่อสามารถบันทึกข้อความที่มีเนื้อหาใดใดใกล้เคียงบันทึกนี้ในอนาคตกาล ณ ช่วงเวลาสมควร
อนันต์ แซ่แทว 10 มิถุนายน 2552 (เที่ยงวันอันอิดโรย)
– คุณเกิดกี่ครั้ง ตายกี่ครั้ง?
ผมไม่รู้ ไม่มีความจำในประสบการณ์ ผมพยายามลองเขียนจดหมายลาตาย (ผมใช้ DELETE NOTE แทน SUICIDE NOTE) ด้วยความจริงที่ว่าผมไม่ใช่คนที่พร้อมจะทำการอัตวินิบาตกรรม ณ ปัจจุบันขณะ
ผมมีความเชื่ออยู่อย่างนึงที่ว่า ความรู้หรือสิ่งที่ไทยเราเรียกว่าการศึกษา ไม่สามารถเป็นเครื่องมือยับยั้งการกระทำดังกล่าวได้ แม้ว่าจะมีโอกาสได้รู้เรื่องราวทางปัญญาจากศาสนาใดใดมาบ้างแล้วก็ตาม
ประเด็นที่น่าคิดจนทำให้ควรหยุดความคิดเพื่อการกระทำดังกล่าว คือเรื่องของชีวิตหลังความตาย ไม่ใช่เรื่องที่ว่าตายแล้วไปไหน ตายอย่างไรแล้วจะเจอกับอะไรต่อไป แต่เป็นเรื่องของ จะถูกพาดหัวข่าวอย่างไร ใครมารับร่างเราไป คนที่รู้ข่าวจะสลดใจไหม คนที่เศร้าใจจะเศร้าใจอยู่กี่วัน ข้าวของเครื่องใช้ของเราที่ตอนเป็นคนเป็น อาจจะมีใครเคยอยากได้ แล้วพอเป็นคนตายแล้วละ จะยังมีใครต้องการอีกไหม จะถูกนำไปทิ้งที่ไหน คิดง่ายๆ ตื้นๆ คนที่มาทำความสะอาดก้อนเนื้ออย่างเราละ ในใจเค้าคงจะเซ็งจิตอยู่เป็นนิจ
คิดได้แบบนี้แล้ว ถ้ายังอยากจะไปสู่ความไม่รู้พื้นที่ใหม่อีกละก็ ควรเอาอย่างหนังเรื่อง (ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด มั้ง) ที่ คุณดู๋ สัญญา เล่นเป็นตัวเองในเรื่อง หลังจากที่เค้าทราบว่าความตายจะมารอรับเค้าในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้า เค้าสลดและประชดชีวิตอยู่ช่วงนึงจนคิดได้ว่าควรทำอะไรที่ควรทำและอยากทำที่สุดก่อนที่จะจากไป ฉากการแจกวัตถุจึงตามมา และการบอกลาผ่านการบอกรัก แต่เมื่อสุดท้าย เมื่อเค้าได้ทำทุกอย่างที่ควรและเท่าที่ต้องการครบแล้ว ความตายก็ได้ขอโทษว่ายังไม่ใช่คิวของคุณ แทนที่เค้าจะเสียใจกับการกระทำใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เค้ากลับรู้สึกถึงความมีคุณค่าของชีวิต ที่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิต 1 วันอย่างคุ้มค่า หนังเรื่องนี้สอนเรื่องง่ายๆ ที่ทำตามได้ยากว่า “จงใช้ชีวิตทุกวันให้คุ้มค่าเหมือนว่ามันเป็นวันสุดท้ายของคุณ” (ไปหามาดูเองละกันนะ ผมเล่าจากความจำ อาจจะผิดพลาดไปบ้าง)
สำหรับคนที่เหนื่อยเหลือเกิน คุณได้พยายามใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าแล้วหรือยัง ปัญหาและอุปสรรคมันเป็นทรัพย์สินของชีวิต ใช้ประโยชน์จากผลลัพธ์ที่คุณแก้ได้แล้ว กับปัญหาต่อไป “การเกิดมามีชีวิตไม่ใช่ปัญหา มันเป็นพาหนะค้นหาปัญญา”
* อย่าเห็นแก่ตัว “โปรดสงสารคนทำความสะอาด” ** อย่าหลงตัวเอง “หลงคิดว่าตนนั้นไร้ค่า” goat bless
¶ – - – - – - – - – -
Original post at http://anone.wordpress.com

